หลายๆคนคงเคยผ่านตากับผลงานสารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างมากโดยนาย อัล กอร์ (ผู้เรียกตัวเองอย่างแสบสันต์ว่า The next President ofUnited States of America) ชื่อ An Inconvenient Truth ผมไม่ทราบว่าชื่อไทยนั้นมีการแปลอย่างเป็นทางการว่าอะไรเป็นการป่าวประกาศให้คนหรือผู้อาศัยของโลกรู้และตระหนักถึงผลการกระทำต่างๆของเราที่ส่วนมากมีท่าทีหรือแนวโน้มในการทำลายโลกและชั้นบรรยากาศสูงขึ้นและมาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในระยะสองร้อยปีหลังนี่เอง

 

อย่างไรก็ตามหลายๆคน(รวมทั้งผม)รู้สึกอินและ เริ่มต้นระมัดระวังและตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทั้งในระดับชีวิตประจำวันไปจนถึงนโยบายต่างๆในระดับชาติ  ซึ่งเป็นที่น่าชื่นใจ ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองมาใช้โลกอย่างทะนุถนอมรักษามากขึ้นผมเริ่มที่จะไม่เอาถุงพลาสติกจากร้านขายของ ผมแยกขยะก่อนทิ้ง ใช้น้ำไฟอย่างคุ้มค่าบอกตัวเองไม่ให้ใช้ถุงพลาสติกเกินวันละสองชิ้น เลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง แล้วก็พลันรู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมากับการเปลี่ยนพฤติกรรมแค่เพียงเล็กน้อยและถือว่าตนเองได้อย่างน้อยพยายามรักษาโลกไว้ให้รุ่นลูกหลานและอนาคตของมนุษย์ชาติ

 

ไม่ได้ตั้งใจจะขยายความสารคดีนั่นหรืออย่างไรแต่เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ฟัง George Carlin ซึ่งเป็นนักพูดตลก (Comedian)ที่โด่งดังและมีอิทธิพลกับชาวอเมริกันมากพอตัว ลุง George แกเป็นskeptic (พวกชอบสงสัยและตั้งคำถามต่อทุกเรื่อง) เป็นพวกหัวเสียกับเรื่องไร้สาระของมนุษย์(ซึ่งทำผมเป็นแฟนอย่างเหนียวแน่นของลุงแก)เรื่องตลกของแกหลายๆเรื่องก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องการประชดชีวิตและสังคมของชาวอเมริกันนี่ล่ะครับมีส่วนหนึ่งที่แกแวะมาพูดถึงเรื่องโลกและสิ่งแวดล้อมเหมือนกันแล้วแกก็ประชดตามสไตล์

ในมุมมองของแก แกคิดว่าทุกๆอย่างในธรรมชาตินั้นเป็นมาถามวิถีของมันสปีชีย์ต่างๆเกิดแล้วตายสูญพันธุ์หายไปสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นไปตามผลการกระทำต่างๆนั้น (ขออภัยหากคำแปลดูจะโน้มเอียงมาทางพุทธศาสนาเนื่องจากคนเขียนเป็นเช่นนั้น) มนุษย์เราอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เราก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในวิถีเท่านั้นเอง

            “Let metell you about  “Saving endangered species”…..It is just one more arrogant attempt by human to control nature,…” (ผมจะบอกอะไรเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์มันก็แค่อีกความคิดที่โคตรจะหยิ่งยะโสของมนุษย์ที่พยายามจะควบคุมธรรมชาตินั่นแหละวะ)    (ขออภัยอีกครั้ง สำนวนแปลโดยผู้เขียน)

            “That’swhat nature does.,……..Leave the nature alone.Havn’t we done enough?We are so self-important,Self-important! Everybody’s gonna save something now. Save the trees. Save the beasts. Save the whales.Save those snails……And the greatest arrogant of all. “SAVE THE PLANET” What?! Are these fuckin people kidding me?!?” (มันคือวิถีธรรมชาติ ปล่อยให้มันเป็นไปเรายังทำ(แย่ๆ)ไม่พออีกหรือ มนุษย์เรานี่โคตรจะหลงตัวเองเลยว่ะทุกคนพยายามจะอนุรักษ์อะไรสักอย่าง อนุรักษ์ต้นไม้ อนุรักษ์สัตว์ อนุรักษ์ปลาวาฬ อ่อแล้วก็หอยทากตัวเล็กพวกนั้นด้วย! ที่ฟังดูหยิ่งจองหองที่สุดคือ  อนุรักษ์โลก!นี่ล้อกตูเล่นใช่มั๊ย )   (ขออภัยอีกครั้ง สำนวนแปลโดยผู้เขียน)

               จริงๆแล้วนอกจากขำกับการเสียดสีของแกแล้วผมก็นึกแย้งในใจ ไม่เห็นด้วย (แน่ล่ะ ลุงกอร์แกกล่อมผมมานานและซาบซึ้งกว่า)ผมยังอยากที่จะรักษาโลกนี้ไว้และก็ก่นด่าลุงจอร์จในใจว่าเอาแต่จะขัดแข้งขัดขาคนอื่นไปเรื่อย (ฮา)

               ประโยคต่อมาของลุงซึ่งเป็นมุมมองน่าสนใจทำเอาผมต้องทบทวนความคิดอนุรักษ์โลกใหม่ที่จริงแล้วลุงแกไม่ได้ต่อต้านการอนุรักษ์โลกหรืออย่างไร ตรงกันข้าม ลุงแกไม่เป็นเป็นห่วงโลกเลยและลุงแกเชื่อว่าโลกเราจะไม่เป็นไรอย่างแน่นอนเพราะดาวเคราะห์โลกที่เราอยู่นั้นมีอายุสี่พันกว่าล้านปีแล้วและก็เจอมาเยอะกว่าเรามากมาย ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เปลือกโลกเคลื่อนที่แผ่นเปลือกโลกยกตัว รังสีดวงอาทิตย์ พายุรังสีแม่เหล็ก (magnetic strom-อันนี้ไม่มีความรู้ที่จะแปลครับ) การพลิกกลับของขั้วโลกหลายพันปีของการระเบิดทั้งบนเปลือกโลกและด้านใต้ น้ำท่วมโลก แผ่นดินยุบตัวไฟผลาญทั่วโลกแล้วก็เจอยุคน้ำแข็ง  

               “..andwe think the plastice bags and aluminium cans are gonna make differences?” (แล้วเราคิดหรือว่าไอ้ถุงพลาสติกกับกระป๋องน้ำอัดลมจะทำให้โลกแย่ลงได้ว่ะ)

ลุงแกคิดว่าที่เราต้องอนุรักษ์โลกใบนี้ก็เพราะตัวเราเองเพื่อที่อยู่ของเราเอง เพื่อความสบายของตัวเองทั้งหมดทั้งสิ้น!

               “Peopletry to make the world safe for their Volvo.,..They don’t care about theplanet,…You know what they are interested in? Their own habitat.They worriedthat some day in the future they might be personally inconvenient.” (มนุษย์เราอนุรักษ์โลกไว้เพื่อที่จะไว้ขับรถไปมาสะดวกไม่ได้สนใจโลกหรอก เขาสนใจที่ที่พวกเขาต้องอยู่อาศัยต่างหากเขากลัวว่าจะต้องอยู่อย่างไม่สุขี)

ลุงจอร์จสรุปด้วยประโยคว่า“The planet is fine.The people are fucked!”  

ความคิดลุงแกคงจะน่าหมั่นไส้เล็กน้อยสำหรับคนอื่นๆแต่สำหรับผม ผมคิดว่าเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกิน เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือหลงตัวเองจนเกินไปนั้นเป็นจริง เรายกตัวเองแยกจากสัตว์ต่างๆออกมาทั้งๆที่เราก็มีส่วนมันจากบรรพบุรุษที่เดินสี่เท้า หลังจากนั้นก็ยังไม่พอเรายังแบ่งชนชั้นในหมู่มนุษย์พวกเรากันเองอีกนี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยว่ามนุษย์นั้นบางทีก็กำลังเดินหลงผิดทางไปจริงๆ

สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์เราต้องจากไปก่อนดาวโลกที่เราอยู่อาศัยอย่างแน่นอนไม่ว่าสูญพันธุ์หรืออพยพ เราอาจจะโชคดีในอนาคตถ้าเราสามารถย้ายไปอยู่ดาวดวงอื่นได้หลังจากทำลายโลกไปเสียสิ้นและผลนั้นเริ่มกลับมาทำร้ายเราเอง แต่เชื่ออย่างยิ่งว่าการย้ายไปอยู่ดาวอื่นนั้นเป็นแค่เพียงการไปเริ่มทำลายดาวดวงใหม่อีกครั้งเท่านั้นและจะวนอยู่อย่างนั้น

ตามสันดานมนุษย์

              

 

 

เพียงเพ้อ (with my wild imagination)

posted on 25 Sep 2009 22:17 by tula27

เจ้าเกลียดข้าเสียแล้วหรือ ทำไมข้าจึงไม่ได้ยินข่าวใดๆจากเจ้าอีก ๆ หรือข้าอาจจะต้องถามจากผู้อื่น ไม่มีแม้แต่นิมิตรหรือลางสังหรณ์ เจ้าหายไป มิได้ค่อยๆเลือนลางแต่หายวับไป แต่ในความรู้สึกของข้า เจ้าหายวับไปรวดเร็วพอๆกับลมวูบนั้น วูบ แล้วเจ้าก็หายไป ในความรู้สึกนั้นแล ความเข้าใจของข้าคือเจ้าได้ลืมข้าเสียเเล้วจริงๆ

ที่เราได้พบกัน เจ้ายังบอกข่าวเกี่ยวกับตัวเจ้าแก่ข้า เจ้าเล่าเรื่องความรักครั้งใหม่ของเจ้าให้ข้าฟังอย่างไม่มีปิดบัง เจ้ากับชายคนนั้น ชายร่างสูงใหญ่ ฐานะร่ำรวยเงินทองยศศักดิ์ ชาติตระกูลผู้มั่งคั่งทางเมืองเหนือ เจ้าของธุรกิจใหญ่โต มีอิทธิพลทั้งในทางดีและทางร้าย  มากด้วยบริวารและเพื่อนฝูง ผู้คนนับหน้าถือตา ครอบครองทรัพย์สินมากมายเสียจนจินตนาการได้ไม่หมด เจ้าบอกว่าเขามารักเจ้าและเจ้าก็รักเขาเสียเเล้ว 

ข้าไม่ได้พูดอะไรออกไป และเจ้าก็ไม่ได้อยากจะพูดอะไรให้ข้าฟังอีก ทั้งๆที่ข้ามีคำถามมากมายเหลือเกินที่จะถามเจ้า เจ้าเพียงหันหลังและออกย่ำเดินออกไปจากมุมมืดนั้น มุมที่เจ้าเรียกข้าออกมาพบ เจ้าก้าวย่ำออกไป ฝ่าละอองฝนที่ตกลงบนเสื้อพลาสติกกันฝนของเจ้า เหยียบย่ำไปบนแอ่งน้ำเฉอะแฉะ เสื้อพลาสติกกันฝนสีชมพูสด กับแอ่งน้ำดำมืดที่สะท้อนมันออกมาได้อย่างแจ่มชัด ข้าเกือบจะชะงักอยู่กับภาพนั้น และไม่ได้ก้าวตามออกไป 

เจ้าจะให้เราจบกันอย่างนี้หรือ จบเพราะคนๆหนึ่งซึ่งไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเรา ไม่เคยแม้แต่จะมีส่วนช่วยอุ้มชูเจ้า ก็ใช่ล่ะ นั่นมันข้านี่ ข้านี่แหละที่คอยดูแลเจ้ามาตลอด เขาเป็นใคร จู่ๆก็มาพรากเราจากกัน ด้วยการฉุดกระชากตัวและหัวใจเจ้าออกไปจากข้างั้นหรือ

ข้าเดินตามไปหมายจะรั้งแขนเจ้าเอาไว้ ข้ามีเรื่องมากมายอยากจะถามเจ้า แต่เจ้าก็ดึงดันเหลือเกิน เจ้าเหวี่ยงมือข้าออก เจ้าเริ่มสบถและหวีดร้อง เจ้าเริ่มทุบตีเมื่อข้าไม่ยอมปล่อยมือและพยายามรั้งเจ้าเอาไว้ เสื้อกันฝนเจ้ามันสะบัดดัง พรึ่บพรับ ทุกครั้งที่เจ้าเหวี่ยงเเขนทุบตีข้า  ข้าทำอะไรไม่ถูก แต่มือมันรั้งเจ้าไว้แน่นโดยที่ข้าไม่รู้สึกตัว

เจ้ากัดมือข้าจนข้าต้องปล่อยมือขวาออกข้างหนึ่ง เลือดไหลออกมาเยอะ เจ้ากัดข้าแรงมากจนมือข้าสะดุ้งและไม่ทันรู้สึกตัวอีกเหมือนกัน มันสะบัดออกอย่างรวดเร็ว เนื้อบางส่วนนั้นมันขาดออก ติดกับปากของเจ้า เจ้าพ่นมันไปเสียอีกทางหนึ่ง ส่วนข้าน้ำตาเริ่มไหล

ทำไมหนอ ทำไมเจ้าจึงโหดร้ายกับข้าเพียงนี้ ข้าเพียงแค่ขอเวลาเจ้าอีกสักหน่อย เพียงแค่ขอพูดคุย ถามคำถามที่ยังค้างคาใจข้าอยู่ อีกเพียงนิดเดียวเองแท้ๆ เจ้ายังไม่เคยฟังข้าเหมือนเคย เจ้าอารมณ์เหมือนเคย รุนเเรงกับข้าเหมือนเคย มันทำเอาข้าทนไม่ได้และไม่อยากจะทนมันมันอีก

ถึงตอนนี้ ข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรจากปากเจ้าอีก ทำไมไม่เล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังอีก ข่าวอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเจ้า ข้าจะไม่ฉุดรั้งและทำร้ายเจ้าอีก ไม่โกรธและไม่วุ่นวายกับเจ้าอีก ทำไมเจ้าไม่พูดอะไร เจ้าโกรธข้าหรือ เจ้าโกรธข้าใช่ไหม ที่ข้าได้ฆ่าเจ้าเสียแล้ว โกรธข้าที่ข้าคว้าเอาท่อนเหล็กจากมุมมืดที่เราคุยกัน และฟาดเข้าที่กะโหลกเจ้าหรือ เจ้าโกรธจริงๆหรือ ข้าฆ่าเจ้าเสียเเล้วแต่ข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ เจ้าเชื่อไหม หากเจ้านอนอยู่อย่างนี้ เมื่อไรเราจะคุยกันรู้เรื่อง

ฝนตกหนักแล้วนะ เจ้าจะไม่พูดกับข้าอีกสักหน่อยหรือ..  

ข้าวเปล่า

posted on 01 Sep 2009 17:36 by tula27

ข้าวสารในถุงหมดในขณะที่ปลาอินทรีทอดในกระทะส่งกลิ่นหอม

ข้าวสาร,ที่จริงแล้ว,หาได้ไม่ยากในเกาะสิงคโปร์ แต่ไม่อยากเสียเวลาจึงตั้งใจว่าจะเดินไปซื้อข่าวเปล่าแทน

และบ้านผมอยู๋ใกล้ศูนย์อาหารเพียงแค่ถัดกันเท่านั้นเอง

ร้านอารหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านเกาเหลา ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เป็ด ร้านอาหารมาเลย์ ร้านจีน อาหารอิเดีย อาหารอินโด ฟิลิปปินส์...

ไม่มีร้านไหนขายข้าวเปล่าให้เลย

เขาทั้งนั้นบอกว่า "ข้าวเปล่า?เราไม่ขายข้าวเปล่า"

เช่นเดียวกับทุกคนที่ควรจะมีคำถาม ทำไมไม่ขาย ก็ในเมื่อเวลากินที่ร้าน สั่งข้าวเปล่าเพิ่มได้ตลอดเวลา ก็เห็นค้าขายได้กำไรดี

เดินจนหมดความพยายามและเริ่มหงุดหงิด ก็คิดขึ้นได้ว่า การหาซื้อเข้าเปล่าอาจจะเป็นลักษณะบางอย่างที่เป็นไทยๆ เรานี่เอง เอื้อเฟื้อและเผื่อแผ่ ผมนึกภาพเเต่งนิทานเล่นๆเห็น หลายครอบครัวยากจน วันนี้คงตกได้ปลาตัวเขื่องจากคลอง ก็อยากพุ้ยเข้าสวยร้อนเข้าปากพร้อมกัน ติดตรงที่ว่า ข้าวสารเดี๋ยวนี้ก็เเพงแบบขุดกรีดลึกไปในไขสันหลัง เขาเดินไปขอแบ่งข้าวซื้อข้าวสวยมานิดหน่อย เพียงพอที่จะผ่านมื้อนี้ไปได้ แล้วว่ากันใหม่ในวันพรุ่งนี้ สู้กันใหม่

หมดหวังผมจึงเดินไปไกลซื้อข้าวสารถุงเล็ก

เลือกหาเอาข้าวหอมมะลิ ที่ผลิตจากไทย, 

 

 

 

หลอยเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นในกรุงเทพ บ้านไม้สองชั้น เก่าแต่ยังแกร่งโต้ฟ้าอากาศ อายุมันเท่ากับตัวเขาเอง อยู่อาศัยมาเริ่มตั้งแต่พ่อและแม่ครองคู่ และให้กำเนิดเขาในปีนั้น มันเคยอยู๋ท่ามกลางสวนและป่าริมชานเมือง ไม่คาดคิดว่าถึงวันนี้ บ้านเขากลับตั้งอยู่บริเวณเกือบๆใจกลางเมืองไปซะได้

เมืองขยับเข้ามาหาเขาเร็วเหลือเกิน....มันเขยิบเข้ามาในทันทีที่ความเขียวชอุ่มและความเงียบสงบแห่งบ้านสวนตัดสินใจลาไปอยู่ที่อื่นที่ไกลกว่า

แต่มันเคลื่อนเข้ามาพร้อมกับเพื่อนฝูงนั้น มากหน้าหลายตา สลับเข้ามาจนบ้านนี้ไม่เคยมีเหงา ซ้ำยังวุ่นวายขวักไขว่เกือบตลอดทั้งวัน เพื่อนที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากแก็งค์เพื่อน นักเสเพลในแบบพื้นบ้าน นักเลงชีวิต นักขบฏต่อความคิด,ต่อชิวิตของพวกเขาเองและต่อสังคมที่ล้อมรอบเขาอยู่

...ไม่ขนาดนั้นหรอก จริงๆแล้วพวกเขาเพียงแค่นักใช้ชิวิต และพยายามควานหาสิ่งที่พวกเขาต้องการในอ่างใบใหญ่ อ่างของสังคมที่เขาวนเวียนอยู่ แต่มักจะเจอหลายสิ่งอย่างในขวดเสียมากกว่า วันนี้บ้านไม้เกือบใจกลางเมืองก็มีวงดื่มเช่นเดิม วงกว้างและพร้มหน้าเพื่อน

"พวกมึงจะให้กูทำอะไรกิน แบมือขอพ่อแม่แบบนี้ อายเขาตายห่า" แป๊ะโพล่งขึ้นมาตามหลังเรื่องสนทนาบางเรื่องของผองเพื่อน     แป๊ะ.....ร่างใหญ่หนา สูงเทียมวงกบประตู   ผิวแบบดำแดงและกร้าน กร้านพอๆกับชีวิตเขาเอง  เขาเป็นนักดื่มของจริงและดื่มหนักกว่าพวกเราทั้งหมด ชีวิตเขาก็ตลก มันตลกเพียงพอแล้วกับการที่คนชื่อแป๊ะ ผิวดำกร้านขนาดนี้

"มึงน่าจะสมัครเป็นยาม" บางคนแสดงความเห็น ตามด้วยเพื่อนๆพยักหน้าหงึกหงัก

"ไม่ไหว ป้อมยามมันเล็กไปสำหรับกูและความสามารถของกู" เขาให้เหตุผล

"หรือมึงจะขับแท๊กซี่" 

แป๊ะไม่ใช่คนกรุงเทพ แต่เส้นทางทั้งหลาย อยู่ในสมองของเขาเกือบทั้งหมด เขาชอบเดินทางและรักมัน เขารักที่จะให้สายลมพัดตีใบหน้าบนหลังเบาะมอเตอร์ไซด์ แต่สุดท้ายมอเตอร์ไซด์ที่เขารักและทนุถนอมก็จากเขาไป มือดีมันแงะไปจะจะคาหูของเขา ที่บอกว่าคาหู เพราะวันที่มันโดนแงะ เขานอนอยู่บนหอพักชั้นสอง ได้ยินเสียงมันวิ่งออกไปกับมือมืดสักคน เขาจำเสียงมันได้ดีในความฝันอันแจ่มชัด และตื่นมาพบว่าเขาไม่ได้ฝัน มันถูกฉกไปจริงๆ 

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลังจากคืนนั้น แป๊ะไปขับแท๊กซี่จริงๆ โดยใช้เวลาว่างจากเรียน ช่วงเวลานั้นที่บ้านไม้เกือบใจกลางเมืองของเราผองเพื่อน มักจะมีรถแท๊กซี่จอดอยู่หน้าบ้าน เขามาจอดนอนพักบ้าง หรือมาทิ้งรถไว้แล้วออกไปสรวลเสเฮฮาบ้างตามอารมณ์ของเขาจะเอื้อเฟื้อให้  เราเจอเขาน้อยลงในวงดื่ม เพราะเขามักจะออกไปขับตอนกลางคืน

"รายได้มันคงดี มึงไม่อยากนั่งรถเมล์ตากเศษฝุ่นในกรุงเทพหรอก ดำอย่างกับเขม่าภูเขาไฟ รถป.อ. คนก็แย่งกันเบียดขึ้น ซ้ำมึงยังต้องทนยืนดูไอ้หนุ่มพนักงานบริษัทบางคนนั่งตาลอยออกไปนอกหน้าต่าง มันไม่ได้ฝันถึงอนาคตที่สดสวยหรอก มันแค่หลบตายายแก่ๆที่ยืนข้างๆเท่านั้นล่ะ" หลอยเดือดดาลและพูดออกมาบ้างในวงดื่มคืนหนึ่ง

แล้วเขาก็มา แป๊ะเปิดรั้วหน้าบ้านเข้ามาเงียบๆ เราไม่เห็นวี่แววของรถที่เขาเช่ามาขับ

"มึงคืนรถอู่ไปแล้วเหรอ ทำไมวันนี้เลิกเร็ว" เราถามขึ้นทันทีที่เขาเข้ามาใกล้

เขาทั้งตัวนั่งลง ปลดกระดุมสองเม็ด เอนตัวบนพนักด้วยความเหน็ดเหนื่อย

"ไม่ไหว! ขับไปก็ไม่เจริญถ้าพวกมึงไม่หยุดโทรหากูให้พาไปส่งโน่นนี่ทั้งวัน บางครั้งที่พวกมึงโทรหา กูต้องส่งคนลงกลางทางแล้ววกไปรับพวกมึง โดนเขาด่าถึงพ่อแม่  แล้วกูเคยเก็บตังค์กับเพื่อนซะที่ไหน! "

พวกเรามองตากัน แล้วก็ตกใจนึกว่ามีแต่ตนที่เคยโทรเรียกแป๊ะให้ไปส่ง เรารินเต็มแก้วแล้วยื่นให้เขา ยกสูงแล้วดื่มด้วยกัน วกไปคุยเรื่องอื่นต่อ

น้ำใจเขาต่อเพื่อนนั้นมีมากเกินไป.....

 

 

ปล.ขอบคุณพอกลอน ที่เคยได้พูดถึงชื่อเรื่องให้ผมได้ยิน ผมไม่รู้ว่ามันคื่อชื่่อของอะไรแต่ก็ขอนำมาใช้ ด้วยเห็นว่าชื่อนั้นมันให้ความรู้สึกที่อยากสื่อถึงในตอนที่เขียนได้ดีเหลือเกิน และเพราะชอบชื่อนี้มากจึงได้พยายามเขียนตอนสองตามมา (ในอีกหนึ่งปีให้หลัง) หาไม่แล้วมันก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องสั้นอีกเรื่องของผมเท่านั้นเอง....และขอบคุณคนอ่านด้วยครับ

อ่านตอนเเรกที่นี่ครับ http://tula27.exteen.com/20070724/entry

 

 

อาลัย 'รงค์ วงษ์สวรรค์