An Inconvenient Truth ส่วนตัวของ George Carlin ความจริงที่ค่อนข้างหดหู่(เหรอ?)
posted on 04 Apr 2010 13:15 by tula27หลายๆคนคงเคยผ่านตากับผลงานสารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างมากโดยนาย อัล กอร์ (ผู้เรียกตัวเองอย่างแสบสันต์ว่า The next President ofUnited States of America) ชื่อ An Inconvenient Truth ผมไม่ทราบว่าชื่อไทยนั้นมีการแปลอย่างเป็นทางการว่าอะไรเป็นการป่าวประกาศให้คนหรือผู้อาศัยของโลกรู้และตระหนักถึงผลการกระทำต่างๆของเราที่ส่วนมากมีท่าทีหรือแนวโน้มในการทำลายโลกและชั้นบรรยากาศสูงขึ้นและมาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในระยะสองร้อยปีหลังนี่เอง
อย่างไรก็ตามหลายๆคน(รวมทั้งผม)รู้สึกอินและ เริ่มต้นระมัดระวังและตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทั้งในระดับชีวิตประจำวันไปจนถึงนโยบายต่างๆในระดับชาติ ซึ่งเป็นที่น่าชื่นใจ ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองมาใช้โลกอย่างทะนุถนอมรักษามากขึ้นผมเริ่มที่จะไม่เอาถุงพลาสติกจากร้านขายของ ผมแยกขยะก่อนทิ้ง ใช้น้ำไฟอย่างคุ้มค่าบอกตัวเองไม่ให้ใช้ถุงพลาสติกเกินวันละสองชิ้น เลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง แล้วก็พลันรู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมากับการเปลี่ยนพฤติกรรมแค่เพียงเล็กน้อยและถือว่าตนเองได้อย่างน้อยพยายามรักษาโลกไว้ให้รุ่นลูกหลานและอนาคตของมนุษย์ชาติ
ไม่ได้ตั้งใจจะขยายความสารคดีนั่นหรืออย่างไรแต่เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ฟัง George Carlin ซึ่งเป็นนักพูดตลก (Comedian)ที่โด่งดังและมีอิทธิพลกับชาวอเมริกันมากพอตัว ลุง George แกเป็นskeptic (พวกชอบสงสัยและตั้งคำถามต่อทุกเรื่อง) เป็นพวกหัวเสียกับเรื่องไร้สาระของมนุษย์(ซึ่งทำผมเป็นแฟนอย่างเหนียวแน่นของลุงแก)เรื่องตลกของแกหลายๆเรื่องก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องการประชดชีวิตและสังคมของชาวอเมริกันนี่ล่ะครับมีส่วนหนึ่งที่แกแวะมาพูดถึงเรื่องโลกและสิ่งแวดล้อมเหมือนกันแล้วแกก็ประชดตามสไตล์
ในมุมมองของแก แกคิดว่าทุกๆอย่างในธรรมชาตินั้นเป็นมาถามวิถีของมันสปีชีย์ต่างๆเกิดแล้วตายสูญพันธุ์หายไปสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นไปตามผลการกระทำต่างๆนั้น (ขออภัยหากคำแปลดูจะโน้มเอียงมาทางพุทธศาสนาเนื่องจากคนเขียนเป็นเช่นนั้น) มนุษย์เราอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เราก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งใน“วิถี” เท่านั้นเอง
“Let metell you about “Saving endangered species”…..It is just one more arrogant attempt by human to control nature,…” (ผมจะบอกอะไรเกี่ยวกับ“การอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์” มันก็แค่อีกความคิดที่โคตรจะหยิ่งยะโสของมนุษย์ที่พยายามจะควบคุมธรรมชาตินั่นแหละวะ) (ขออภัยอีกครั้ง สำนวนแปลโดยผู้เขียน)
“That’swhat nature does.,……..Leave the nature alone.Havn’t we done enough?We are so self-important,Self-important! Everybody’s gonna save something now. Save the trees. Save the beasts. Save the whales.Save those snails……And the greatest arrogant of all. “SAVE THE PLANET” What?! Are these fuckin people kidding me?!?” (มันคือวิถีธรรมชาติ ปล่อยให้มันเป็นไปเรายังทำ(แย่ๆ)ไม่พออีกหรือ มนุษย์เรานี่โคตรจะหลงตัวเองเลยว่ะทุกคนพยายามจะอนุรักษ์อะไรสักอย่าง อนุรักษ์ต้นไม้ อนุรักษ์สัตว์ อนุรักษ์ปลาวาฬ อ่อแล้วก็หอยทากตัวเล็กพวกนั้นด้วย! ที่ฟังดูหยิ่งจองหองที่สุดคือ อนุรักษ์โลก!นี่ล้อกตูเล่นใช่มั๊ย” ) (ขออภัยอีกครั้ง สำนวนแปลโดยผู้เขียน)
จริงๆแล้วนอกจากขำกับการเสียดสีของแกแล้วผมก็นึกแย้งในใจ ไม่เห็นด้วย (แน่ล่ะ ลุงกอร์แกกล่อมผมมานานและซาบซึ้งกว่า)ผมยังอยากที่จะรักษาโลกนี้ไว้และก็ก่นด่าลุงจอร์จในใจว่าเอาแต่จะขัดแข้งขัดขาคนอื่นไปเรื่อย (ฮา)
ประโยคต่อมาของลุงซึ่งเป็นมุมมองน่าสนใจทำเอาผมต้องทบทวนความคิดอนุรักษ์โลกใหม่ที่จริงแล้วลุงแกไม่ได้ต่อต้านการอนุรักษ์โลกหรืออย่างไร ตรงกันข้าม ลุงแกไม่เป็นเป็นห่วงโลกเลยและลุงแกเชื่อว่าโลกเราจะไม่เป็นไรอย่างแน่นอนเพราะดาวเคราะห์โลกที่เราอยู่นั้นมีอายุสี่พันกว่าล้านปีแล้วและก็เจอมาเยอะกว่าเรามากมาย ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เปลือกโลกเคลื่อนที่แผ่นเปลือกโลกยกตัว รังสีดวงอาทิตย์ พายุรังสีแม่เหล็ก (magnetic strom-อันนี้ไม่มีความรู้ที่จะแปลครับ) การพลิกกลับของขั้วโลกหลายพันปีของการระเบิดทั้งบนเปลือกโลกและด้านใต้ น้ำท่วมโลก แผ่นดินยุบตัวไฟผลาญทั่วโลกแล้วก็เจอยุคน้ำแข็ง
“..andwe think the plastice bags and aluminium cans are gonna make differences?” (แล้วเราคิดหรือว่าไอ้ถุงพลาสติกกับกระป๋องน้ำอัดลมจะทำให้โลกแย่ลงได้ว่ะ)”
ลุงแกคิดว่าที่เราต้องอนุรักษ์โลกใบนี้ก็เพราะตัวเราเองเพื่อที่อยู่ของเราเอง เพื่อความสบายของตัวเองทั้งหมดทั้งสิ้น!
“Peopletry to make the world safe for their Volvo.,..They don’t care about theplanet,…You know what they are interested in? Their own habitat.They worriedthat some day in the future they might be personally inconvenient.” (มนุษย์เราอนุรักษ์โลกไว้เพื่อที่จะไว้ขับรถไปมาสะดวกไม่ได้สนใจโลกหรอก เขาสนใจที่ที่พวกเขาต้องอยู่อาศัยต่างหากเขากลัวว่าจะต้องอยู่อย่างไม่สุขี)
ลุงจอร์จสรุปด้วยประโยคว่า“The planet is fine.The people are fucked!”
ความคิดลุงแกคงจะน่าหมั่นไส้เล็กน้อยสำหรับคนอื่นๆแต่สำหรับผม ผมคิดว่าเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกิน เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือหลงตัวเองจนเกินไปนั้นเป็นจริง เรายกตัวเองแยกจากสัตว์ต่างๆออกมาทั้งๆที่เราก็มีส่วนมันจากบรรพบุรุษที่เดินสี่เท้า หลังจากนั้นก็ยังไม่พอเรายังแบ่งชนชั้นในหมู่มนุษย์พวกเรากันเองอีกนี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยว่ามนุษย์นั้นบางทีก็กำลังเดินหลงผิดทางไปจริงๆ
สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์เราต้องจากไปก่อนดาวโลกที่เราอยู่อาศัยอย่างแน่นอนไม่ว่าสูญพันธุ์หรืออพยพ เราอาจจะโชคดีในอนาคตถ้าเราสามารถย้ายไปอยู่ดาวดวงอื่นได้หลังจากทำลายโลกไปเสียสิ้นและผลนั้นเริ่มกลับมาทำร้ายเราเอง แต่เชื่ออย่างยิ่งว่าการย้ายไปอยู่ดาวอื่นนั้นเป็นแค่เพียงการไปเริ่มทำลายดาวดวงใหม่อีกครั้งเท่านั้นและจะวนอยู่อย่างนั้น
ตามสันดานมนุษย์…